สาระน่ารู้ » พ่อแม่ควรเตรียมพร้อมเบื้องต้นเมื่อลูกเป็นไข้อย่างไร

พ่อแม่ควรเตรียมพร้อมเบื้องต้นเมื่อลูกเป็นไข้อย่างไร

24 กุมภาพันธ์ 2017
30   0

 

ต้องให้หมอเป็นผู้วินิจฉัยการอาการไข้ว่าควรให้ยาหรือไม่

พ่อแม่ส่วนใหญ่คิดว่าการมีไข้เป็นสิ่งไม่ดีต้องให้ยาเพื่อลดไข้ลง แต่ในบางครั้งก็ไม่ใช่สาเหตุของการเจ็บป่วย แต่เป็นเพียงวิธีการที่ร่างกายใช้จัดการกับเชื้อโรคและยังช่วยให้เรารู้สึกว่า ตอนนี้สถานการณ์การเจ็บป่วยเป็นอย่างไร หลาย ๆ ครั้งคุณหมอที่ให้ยาลดไข้ไปก็เพื่อช่วยให้เด็กนอนพักผ่อนได้และไม่เหนื่อยเกินไป และมีบ้างที่หมออาจไม่ให้ยาลดไข้แต่มุ่งรักษาสาเหตุของอาการเจ็บป่วยอย่างเดียว ดังนั้นขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของหมอผู้เชี่ยวชาญ ในการเจ็บไข้ส่วนใหญ่ ไข้จะขึ้นสูงในเวลาเย็นและต่ำสุดในตอนเช้า แต่ไม่แปลกหากพบว่าไข้ต่ำตอนเย็นแต่สูงตอนเช้า และมีบางโรคที่ไม่มีไข้ เป็นเพียงไข้ขึ้น ๆ ลง ๆ แต่อยู่ในระดับคงที่สูงตลอดเวลา เช่น โรคปอดบวม โรคหัดกุหลาบ ทารกที่ป่วยหนักบางคนอาจมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติได้

 

วิธีการวัดไข้หลายวิธีพ่อแม่ควรเลือกให้ถูกต้องและปลอดภัย

พ่อแม่อาจรู้สึกว่าลูกมีไข้ โดยใช้หลังมืออังกับหน้าผากของลูก แต่วิธีนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าลูกมีไข้สูงหรือต่ำเพียงใด การใช้เครื่องมือวัดไข้แบบดิจิทัศน์จะสะดวกรวดเร็วและแม่นยำอ่านค่าง่ายกว่าใช้แบบปรอทดั้งเดิม ราคาไม่แพงและไม่มีความเสี่ยงเรื่องการแตกและการปล่อยสารปรอทที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม หากมีปรอทดังกล่าวและต้องการกำจัด ก็ไม่ควรทิ้งในถังขยะ แต่ควรฝากให้ทางโรงพยาบาลนำไปทิ้งในที่ๆ เหมาะสมต่อไป

 

การวัดไข้ทารกที่แม่นยำที่สุด คือการวัดทางทวารหนัก โดยจับทารกนอนคว่ำห้อยขา ในขณะที่คุณนั่งเก้าอี้แล้วจับเครื่องมือวัดให้คล้ายการคีบบุหรี่ หรือจับลูกให้นอนหงายแล้วใช้มือหนึ่งยกขาลูกตั้งฉากกับลำตัวแล้วสอดปรอทเข้าไปทางรูทวารหนัก ความลึกประมาณ 0.5 นิ้ว โดยจับปรอทแบบเดียวกันเพื่อให้ปรอทไหวพริ้วไปตามการเคลื่อนไหวของลูก ถ้าเด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไปจะให้ความร่วมมือในการอมปรอทไว้ใต้ลิ้นนาน 1 นาทีได้ หรืออาจใช้วิธีการให้เด็กมีปรอทไว้ใต้รักแร้แต่ไม่ค่อยแม่นยำเท่าวิธีอื่นเท่าไรนัก ส่วนเครื่องมือการวัดไข้ทางหูมีราคาแพง แต่ต้องยกเว้นในเด็กที่อยู่ไม่นิ่งจริงๆ เพราะใช้เวลาสั้นมากในการวัด ส่วนชนิดที่ทาบลงไปที่ผิวหนังจะมีความแม่นยำน้อยมาก

advertise

 

พ่อแม่ควรให้ความช่วยเหลือลูกเมื่อเป็นไข้เบื้องต้นอย่างไร

เด็กวัย 1 ถึง 5 ขวบอาจมีไข้สูง 104  องศาฟาเรนไฮต์ โดยมีอาการป่วยไม่รุนแรงมาก เช่น เป็นหวัด เจ็บคอหรือเป็นไข้หวัดใหญ่ ขณะที่โรคอันตรายรุนแรงบางโรคอาจเป็นไข้ไม่สูง ควรรายงานแพทย์โดยดูอาการทั่วไปของลูกเป็นหลัก เช่น ลูกกินได้น้อยโดยมีไข้หรือไม่มีไข้ก็ตาม ไข้สูงบางครั้งอาจทำให้เด็กไม่สบายตัวหากวันแรกลูกมีไข้สูงมากกว่า 104 องศาฟาเรนไฮต์ ก็ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลหรือไอบูโปรเฟนก็ได้  โดยทั่วไปแล้ว หากพ่อแม่ยังไม่มีโอกาสพาลูกไปพบแพทย์ อาจให้ยาลดไข้ได้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับชนิดของยาลดไข้ ระวังไม่ให้เด็กนำยามากินเอง เพราะการกินยาผิดขนาดเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ไม่ควรให้ยาแอสไพลิน เพราะหากเด็กเป็นโรคไข้หวัดหรือสุกใส จะทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตโดยอาจมีภาวะโรคไลม์  Reye’s Syndrome ตับวายและสมองบวมร่วมด้วยได้

 

หากลูกมีอาการหวัดโดยไม่มีไข้ร่วมด้วย

ไม่ใช่อาการผิดปกติแต่อย่างใด แต่ส่วนใหญ่มีอาการเบื่ออาหารเพราะต้องอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ออกแรงมีอาการคัดจมูกหายใจไม่สะดวกและมีเสมหะในคอ การไม่อยากกินอาหารของลูกเป็นเรื่องปกติ อย่าบังคับให้ลูกกินเมื่อเขาไม่ต้องการ หากลูกกินน้อยกว่าปกติให้เสริมน้ำระหว่างมื้อเพื่อให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ ลูกจะได้รู้สึกสดชื่นขึ้น และอาการของลูกจะค่อย ๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากลูกไม่ได้มีไข้ร่วมด้วยแต่อย่างใด

 

หากลูกมีทั้งอาการหวัดและมีไข้ในคราวเดียวกัน

ถ้าลูกเป็นหวัดร่วมกับไข้สูง มีอาการเจ็บคอ จะทำให้เด็กกินได้น้อยลงช่วง 1 ถึง 2 วันแรก จึงไม่ควรให้อาหารแข็งถ้าลูกไม่ต้องการ แต่ให้ของเหลวบ่อย ๆ แทนได้ เช่น น้ำส้ม น้ำสับปะรด และน้ำเปล่า แต่ถ้ามีการติดเชื้อที่ทำให้มีแผลในปากก็ไม่ควรให้น้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เพราะจะทำให้แสบแผล ให้เปลี่ยนไปดื่มน้ำองุ่น น้ำลูกแพร หรือชงชาชนิดอ่อนให้ดื่ม พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงน้ำอัดลมที่มีกาเฟอีน ผลิตภัณฑ์นมทุกชนิด เพราะอาจทำให้มีเสมหะมากขึ้นและไม่สบายในคอได้ เวลาที่ลูกเป็นหวัดสิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าบังคับให้ลูกกินเว้นแต่ว่าหมอมีเหตุผลให้บังคับเป็นกรณี โปรแกรมบังคับจะทำให้ลูกอาเจียนง่ายขึ้นหรือมีปัญหาการกินภายหลังได้

 

อ่านบทความสาระน่ารู้ ที่นี่