สาระน่ารู้ » อะไรเป็นตัวกำหนดการลำดับการเรียนรู้และสมองของเด็ก

อะไรเป็นตัวกำหนดการลำดับการเรียนรู้และสมองของเด็ก

26 กุมภาพันธ์ 2017
21   0

 

ปัจจุบันความรู้เรื่องสมองของโลกเราก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้เราเข้าใจว่าทารกและเด็กๆ เรียนรู้ได้อย่างไร เช่น เรารู้ว่าทารกจะเรียนรู้ได้ดีหากไม่ใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมด เราเข้าใจว่าทำไมทารกชอบทำพฤติกรรมซ้ำซ้ำ เช่น การเขย่าของเล่นที่มีเสียงกรุ๊งกริ๊ง ทารกชอบฟังนิทานเรื่องเดิมๆ แล้วอยู่ๆ ก็เลิกสนใจ หรือทำไมเด็กในแต่ละช่วงวัยมีการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป ในทางการแพทย์ได้ใช้ความรู้ที่ค้นพบใหม่อยู่เสมอสำหรับการรักษาปัญหาบางอย่างที่ในอดีตเคยรักษาแล้วไม่ได้ผล เช่น ปัญหาด้านการเรียนรู้ ซึ่งอาจเป็นปัญหาใหญ่สำหรับบางครอบครัว

พันธุกรรมหรือไม่ที่เป็นตัวกำหนด

ก่อนหน้านี้หลายสิบปีนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สมองของคนเราจะเป็นอย่างไรนั้น พันธุกรรมจะเป็นตัวกำหนด แต่ปัจจุบันเราพบว่าพันธุกรรมเป็นเพียงโครงสร้างหลักในการเรียนรู้หรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ เปรียบเสมือนการตกแต่งภายในหรือการใส่รายละเอียดของสมอง ประสบการณ์หรือการเรียนรู้ในแต่ละวันทำให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างการของเซลล์สมองแต่ละเซลล์

 

การที่คนเราเกิดมาโดยที่สมองยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์นั้น เป็นสิ่งที่ดีเพราะหากสมองสร้างเสร็จแล้วการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายย่อมเป็นเรื่องยาก เช่น หากเด็กเกิดและโตในประเทศจีนสมองจะไม่สามารถรับข้อมูลด้านภาษาอื่นๆเพิ่มเติม นอกจากเรื่องภาษาแล้วการปรับตัวในลักษณะนี้ยังรวมถึงด้านอื่นๆด้วย เช่น เด็กที่โตมาในบ้านเมืองแบบสมัยใหม่จะเข้าใจเรื่องเส้นตรงและมุมมากกว่าเด็กที่เติบโตในบ้านแบบกระต๊อบหรือกระท่อมรูปทรงคดโค้ง เป็นต้น

advertise

 

ทำไมสมองของคนเราจึงปรับตัวได้ดี

คำตอบที่สำคัญที่ใช้กฎง่ายๆ คือ การเชื่อมต่อของเซลล์สมองระหว่างการใช้หรือปล่อยให้หายไป การทำงานของสมองเกิดขึ้นจากการส่งต่อข้อมูลระหว่างเซลล์สมองผ่านทางช่องว่างเล็กๆ (gap) ทุกครั้งที่สมองทำงาน ก็จะมีจุดประสานประสาท (synapse) ส่วนที่มีการทำงานจุดประสานประสาทจะเพิ่มขึ้นส่วนที่ไม่ได้ถูกใช้งานจุดประสานประสาทจะหายไป

 

โดยในระยะเริ่มแรกสมองจะมีจุดประสานประสาทมากเกินความต้องการ แต่ต่อมาการเชื่อมโยงนั้นจะค่อยค่อยหายไปในส่วนที่ไม่ได้ใช้ จะเห็นได้ว่าสมองของนักศึกษามหาวิทยาลัยมีจุดประสานประสาทน้อยกว่าเด็กอายุ 2 ขวบ แต่จะทำให้สมองทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็หมายถึงทำให้ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ยากขึ้น เช่น นักศึกษามหาวิทยาลัยเข้าใจเรื่องยากๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในแขนงวิชาที่กำลังศึกษาอยู่ แต่หากให้มาเริ่มเรียนภาษาจีนจะทำได้ไม่ดีเท่าเด็ก 2 ขวบ เป็นต้น

 

ดังนั้นความสำคัญของเรื่องการที่จะใช้สมอง หรือปล่อยให้หายไปสำหรับการเลี้ยงดูเด็กก็คือ เราควรเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ หลากหลายด้าน พื้นที่สมองจะได้มีความสามารถในการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เด็กๆ ต้องการของเล่นเพื่อการสัมผัส การเคาะ การพิมพ์ การวาด การประกอบหรือแยกชิ้นส่วน การกระโดดขึ้น กระโดดลง การถือของไว้ การปาของ และต้องการได้ยินหลายๆภาษา เพื่อการเรียนรู้ที่มากขึ้นและกว้างขวางขึ้นในอนาคต

 

อ่านบทความสาระน่ารู้ ที่นี่