สาระน่ารู้ » ถ้าลูกเสียชีวิตจาก SIDS ไม่ทราบสาเหตุขณะนอนหลับ พ่อแม่จะปรับตัวยังไง ไปเรียนรู้กัน

ถ้าลูกเสียชีวิตจาก SIDS ไม่ทราบสาเหตุขณะนอนหลับ พ่อแม่จะปรับตัวยังไง ไปเรียนรู้กัน

16 มีนาคม 2017
17   0

 

ประมาณหนึ่งในพันของทารกที่สหรัฐอเมริกาเสียชีวิตด้วยเหตุนี้ Sudden infent death syndrome หรือ SIDS หรือ Crib Desth

 

ในเมืองไทยยังไม่มีตัวเลขที่แน่นอนแต่พบน้อยกว่า ส่วนใหญ่เกิดในทารกอายุ 3 สัปดาห์ถึง 7 เดือนพบบ่อยที่สุดที่อายุ 3 เดือนไม่พบสาเหตุการเสียชีวิตทั้งๆที่ได้รับการตรวจสอบแล้วก็ตาม ดังนั้นพ่อแม่ทุกคนจัดท่านอนให้ทารกด้วยการนอนหงาย ยกเว้นเสียแต่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์แนะนำอย่างอื่น สำหรับภาวะบางภาวะการจัดท่าให้นอนหงายจะช่วยลดอุบัติภัยการเสียชีวิตจากภาวะนี้ลงไปได้มากถึงร้อยละ 50 อย่างไรก็ดี แม้ว่ามีการปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันการเสียชีวิตดังกล่าวแล้วยังไม่สามารถป้องกันได้ทุกราย

 

ถ้าลูกเสียชีวิตจาก SIDS พ่อแม่ก็จะตกอยู่ในภาวะตกใจอย่างรุนแรงเพราะไม่ได้เตรียมใจมาก่อนเหมือนกับรายที่เสียชีวิตจากป่วยหนัก พ่อแม่จะมีความรู้สึกผิดอย่างถาโถม เขาคิดว่าถ้าเขาได้สังเกตความผิดปกติบางอย่างของลูกก่อนหรือถ้าเขาได้ตรวจดูความเรียบร้อยทุกอย่างก่อนลูกเข้านอนลูกอาจไม่เสียชีวิตก็ได้ ซึ่งความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะจะไม่มีอาการบ่งชี้แต่อย่างใดให้สังเกตเห็นได้ก่อน

advertise

 

พ่อแม่ส่วนใหญ่จะมีอาการซึมเศร้าเป็นเวลานานหลายสัปดาห์ หรือรายเดือนอาจดีขึ้นแล้วแต่ก็แย่ลงสลับไปมา มีอาการเสียสมาธิ ความจำไม่ดี นอนไม่หลับ กินอาหารไม่ได้ หรือเจ็บหน้าอก ปวดท้อง อาจมีความรู้สึกอย่างรุนแรงชนิดที่อยากจะหนีไปอยู่ที่ไกลๆ หรืออยากอยู่คนเดียว ถ้าพ่อแม่มีลูก ก็จะทำให้ลูกคนอื่นๆ มีปัญหาทุกข์ด้วย ไม่ว่าจะแสดงอาการออกมาหรือไม่ เช่นเด็กเล็กอาจงอแงเกาะติดหรือทำตัวดื้อ เพราะต้องการเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ เด็กโตอาจแสดงท่าทีไม่สนใจอะไร แต่ที่จริงแล้วกำลังปกปิดความรู้สึกเสียใจหรือความรู้สึกผิดที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ทำไมเขาถึงรู้สึกผิดเพราะเด็กๆมีความรู้สึกโกรธหรือทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นครั้งคราว บางครั้งอาจมีความรู้สึกโกรธกันจนถึงขั้นไม่อยากให้อีกฝ่ายเสียชีวิต

 

ถ้าพ่อแม่หลีกเลี่ยงการพูดถึงทารกที่เสียชีวิตอาจทำให้ลูกๆคนอื่นรู้สึกผิดมากขึ้น ดังนั้นจึงควรอธิบายให้ลูกฟังว่าทารกเสียชีวิตเพราะการเจ็บป่วยไม่ได้เป็นความผิดของคนใดคนหนึ่ง เรื่องคำพูดที่ว่า “น้องจะไม่ตื่นขึ้นมาแล้ว” หรือ “น้องจากไปแล้ว” เพราะจะทำให้ลูกๆที่ยังไม่เข้าใจเค้าก็จะรอการนอนหลับหรือการจากหายไปของพ่อแม่จากสายตาการไม่พูดคุย การที่พ่อแม่ตอบคำถามของลูกจะช่วยลดความกังวลของเด็กลงได้ หากพ่อแม่มีความทุกอย่างมากและไม่รู้สึกดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนานเท่าใดก็ตามควรได้รับการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ

 

อ่านบทความสาระน่ารู้ ที่นี่

อ้างอิง : ดร.สป๊อก-นายแพทย์เบนจามิน สป๊อก (เขียน).แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ (แปล).คำภีร์เลี้ยงลูก (490-491).กรุงเทพ.อมรินทร์สุขภาพ.2552.