สาระน่ารู้ » อย่ามองข้ามเด็ดขาด ความเครียดและบาดแผลในใจของเด็ก

อย่ามองข้ามเด็ดขาด ความเครียดและบาดแผลในใจของเด็ก

18 มีนาคม 2017
23   0

 

ความเครียดเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย ร่างกายเมื่อเผชิญกับสถานการณ์คุกคามจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาคือ “อะดรีนาลีน” และ “คอร์ติซอล” หากทั้ง 2 อย่างนี้มีระดับต่ำ จะช่วยสร้างความจดจ่อและความทนทานต่อสิ่งที่กำลังเผชิญได้ เช่น ขณะกำลังทำข้อสอบที่ยากมากจะมีความเครียด แต่หากมีฮอร์โมนความเครียดสูงจะกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองที่รุนแรงและชีพจรเต้นเร็วความดันเลือดขึ้นสูง กล้ามเนื้อหด เกร็งตัว เพื่อเตรียมหนีหรือสู้ ส่วนอวัยวะที่ไม่สำคัญจะทำงานน้อยลงเช่นระบบย่อยอาหาร

ความเครียดส่งผลต่อสมอง

หลังเหตุการณ์ที่เครียด สมองจะจดจำเหตุการณ์ที่คุกคามกับปฏิกิริยาตอบสนองที่เคยเกิดขึ้น และเมื่อเจอกับเหตุการณ์คล้ายกัน ร่างกายจะตอบสนองรุนแรงเหมือนเดิมหรือรุนแรงกว่าเดิม จนบางครั้งเป็นการตอบสนองที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งจะเกิดกับคนที่เคยประสบภาวะความผิดปกติทางจิต หลังจากเหตุการณ์เครียดที่ก่อให้เกิดบาดแผลในใจ (Posttraumatic Stress Disorder หรือ PTSD) เช่น ทหารที่กลับจากสนามรบ หรือเด็กที่เป็นเหยื่อของความรุนแรงหรือเคยเห็นความรุนแรงทำให้เด็กจำฝังใจจนเก็บไปฝันร้าย

 

เด็กที่อ่อนไหวต่อความเครียด
เด็กแต่ละคนตอบสนองต่อความเครียดไม่เหมือนกัน ประมาณว่า 1 ใน 7 ของเด็กเล็ก เด็กที่อ่อนไหวต่อความเครียด เมื่อเป็นทารกจะตอบสนองต่อคนแปลกหน้าหรือสิ่งใหม่ๆ โดยการหลั่งฮอร์โมนความเครียดค่อนข้างมาก เมื่อโตขึ้นจะเป็นเด็กค่อนข้างขี้อายหรือระวังตัวมาก รวมถึงอาจเป็นคนกลัวสิ่งต่างๆ และมีปัญหาเครียดง่าย สาเหตุส่วนใหญ่มักจะเป็นลักษณะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด โดยมากมักมีประวัติแบบเดียวกันในครอบครัว ซึ่งปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ใกล้จะค้นพบยีนที่สัมพันธ์กับภาวะเครียดง่าย

 

เด็กที่เครียดง่ายจะตอบสนองต่อความเครียดรุนแรงแบบผิดปกติ เช่น มีอาการกลัวสุดขีดเวลาที่ถูกสุนัขไล่กัด หรือเจอเหตุการณ์แผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติรุนแรง หากมีลูกที่เครียดง่ายสามารถช่วยได้โดยการจำกัดสิ่งที่เครียดให้อยู่ในระดับที่ลูกรับมือได้ เช่น หากทีวีมีข่าวสารหรือแผ่นดินไหวหรือมีข่าวสงครามให้ปิดทีวี เพื่อที่จะไม่ให้ลูกเห็นภาพโดยตรง แต่ใช้วิธีพูดคุยให้ลูกฟังแทนจะดูน่ากลัวน้อยกว่า เมื่อลูกเริ่มรับมือกับภาวะเครียดน้อยได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เขาจะมีความชำนาญและมีความมั่นใจมากขึ้น

advertise

 

การก่อการร้ายและภัยพิบัติ
เหตุการณ์เดือนกันยายนวันที่ 9 ปี 2001 ที่ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเป็นอุทาหรณ์ที่เตือนว่า ลูกอาจจะไม่ปลอดภัยในที่ที่คิดว่าปลอดภัย ก่อนหน้านี้ไม่นานมีเหตุการณ์ยิงคนและระเบิดตึกจากการก่อการร้ายที่เมืองโอคลาโฮมา ย้อนกลับไปในยุคสงครามโลกมีการทำลายล้างจากระเบิดนิวเคลียร์ที่ดูน่ากลัวน้อยลงมาอีกหน่อย เช่น ภัยน้ำท่วมพายุถล่มและแผ่นดินไหวล้วนแล้วแต่บั่นทอนความมั่นใจความปลอดภัยต่อครอบครัวและเด็กๆ ที่เคยมีประสบการณ์ภัยพิบัติไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เช่น ได้ดูจากทีวีบ่อยๆ จะมีความเครียดเกิดขึ้น

 

หลังเหตุการณ์ 9 กันยา เด็กวัยอนุบาลจำนวนมากวาดรูปเครื่องบินถูกไฟไหม้ เมื่อเล่นต่อตึกแล้วเอาเครื่องบินของเล่นมาชนตึก การเล่นเช่นนี้เป็นหนทางหนึ่งที่เด็กๆใช้เป็นวิธีการควบคุมความหวาดกลัวของตัวเอง การแสดงที่บ่งบอกว่าเด็กรับมือกับความเครียดได้ดีคือการเล่นสมมติให้จบอย่างมีความสุข เช่น เครื่องบินร่อนลงจอดได้อย่างปลอดภัย และตึกไม่ถล่ม การเล่นสมมุติจะทำให้เด็กได้ระบายความเครียดออกมา ส่วนเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์และเล่นแตกต่างออกไปคือ เครื่องบินยังคงบินชนตึกทำให้ตึกถล่มแล้วถล่มอีก เด็กจะเล่นซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเหน็ดเหนื่อยและดูเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ สัญญาณนี้บ่งบอกว่าเด็กต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

 

การตอบสนองต่อภัยพิบัติ
ภัยพิบัติไม่ว่าจะเกิดตามธรรมชาติหรือจากการกระทำของมนุษย์ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก พ่อแม่ต้องแสดงให้ลูกเห็นว่าผู้ใหญ่ทุกคนไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ นายกเทศมนตรี หรือ ประธานาธิบดี ล้วนแล้วแต่พยายามทำทุกอย่างที่ต้องทำเพื่อให้ทุกคนปลอดภัย พ่อแม่ต้องปกป้องลูกจากการถูกทำร้ายซ้ำ เพราะเป็นเหตุการณ์หรือภาพในทีวีซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วย

 

การลดความเครียดของลูก

ทำได้โดย (1) ฟังลูกพูดอย่างตั้งใจและพยายามตอบคำถามในสิ่งที่ลูกกังวล (2) เด็กจะรู้สึกมั่นคงปลอดภัยหากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคยและกิจวัตรประจำวันเป็นไปตามปกติ เช่น การกินข้าวเช้าด้วยกันก่อนไปโรงเรียน การเล่านิทานก่อนนอน สุดท้ายคือต้องใส่ใจตัวเองว่าตอบสนองต่อความเครียดอย่างไร เพราะว่าลูกจะดูผู้ใหญ่เป็นตัวอย่าง หากพ่อแม่รู้สึกแย่มาก ลูกก็จะรู้สึกแย่ไปด้วย พ่อแม่ควรคุยกับลูกโดยอธิบายง่ายๆให้ลูกรู้ว่าอะไรที่ทำให้พ่อหรือแม่ถูกใจ มิฉะนั้นลูกอาจคิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุ ที่สำคัญมากคือ ขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ครอบครัว พระ หรือคนในชุมชน ความเครียดที่ไม่จางหายไปทั้งในพ่อแม่และลูก หากท้ายที่สุดแล้วยังไม่สามารถปรับได้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

 

อ่านบทความสาระน่ารู้ ที่นี่

อ้างอิง : ดร.สป๊อก-นายแพทย์เบนจามิน สป๊อก (เขียน).แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ (แปล).คำภีร์เลี้ยงลูก (266-268).กรุงเทพ.อมรินทร์สุขภาพ.2552.