สาระน่ารู้ » เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ โรควัณโรคในเด็ก

เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ โรควัณโรคในเด็ก

25 มีนาคม 2017
54   0

 

ความสำคัญของโรค
วัณโรคมีมาตั้งแต่ยุคโบราณ เป็นโรคที่คร่าชีวิตมนุษย์เป็นจำนวนมากจนกระทั่งมีการพบยาวัณโรคขึ้น ทำให้ผู้ป่วยวัณโรคหายได้เป็นจำนวนมากอย่างไรก็ตามในปัจจุบันวัณโรคกำลังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขอีกครั้งและพบเชื้อวัณโรคดื้อต่อยาที่ใช้ในการรักษาเพิ่มขึ้นอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการระบาดของโรคเอดส์

 

วัณโรคในเด็ก มักเป็นการติดเชื้อวัณโรคจากผู้ใหญ่ที่ป่วยเป็นวัณโรค อาการในเด็กมักมีความรุนแรงและเสียชีวิตมากกว่าวัณโรคในผู้ใหญ่ เพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันโรคน้อยกว่าแล้วสภาพร่างกายอ่อนแอกว่า การติดเชื้อวัณโรคจะเกิดในกรณีที่ผู้ป่วยและผู้รับเชื้ออยู่ใกล้ชิดกันและใช้เวลาอยู่ด้วยกันเป็นเวลานาน เช่น อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ทำงานหรือเรียนหนังสือในห้องเดียวกัน

 

เชื้อวัณโรคมีความทนทานสูงอยู่ในเสมหะและถูกแสงแดดได้นาน 1 วัน อยู่ในที่ร่มได้นานถึง 6 เดือน อยู่ในอากาศและไม่ถูกแสงแดดได้นาน 10 วัน ทนต่อความร้อนได้ไม่ดีและถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์ภายใน 10 นาที เมื่อได้รับเชื้อวัณโรคจากการหายใจเอาละอองเสมหะของผู้ป่วยวัณโรคเข้าไป เชื้อจะฝังตัวและเจริญเติบโตในเนื้อปอดแพร่กระจายไปตามต่อมน้ําเหลืองและอวัยวะต่างๆ และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมาควบคุมเชื้อให้อยู่ในสภาวะสงบนิ่ง ทำให้ไม่เกิดอาการของโรค อย่างไรก็ตามเมื่อระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมลงจากโรคต่างๆ เช่น เอดส์ มะเร็ง เบาหวานหรือวัณโรคที่สงบนิ่ง จะสามารถแพร่กระจายขึ้นมาเป็นโรคได้ นอกจากการรับเชื้อผ่านทางเดินหายใจแล้ว ยังสามารถรับเชื้อผ่านทางเดินอาหารทางผิวหนังได้ด้วย

 

อาการของผู้ป่วย
เชื้อวัณโรคสามารถก่อให้เกิดได้หลายอวัยวะในร่างกาย ได้แก่ ปอด ต่อมน้ำเหลืองที่หุ้มสมองกระดูกและข้อ ระบบช่องท้องและลำไส้ อวัยวะสืบพันธุ์ ในรายที่เป็นรุนแรงอาจเกิดการแพร่กระจายของโรคได้ อาการที่พบส่วนใหญ่เป็นอาการของอวัยวะที่ติดเชื้อ และอาการทั่วไปได้แก่ไข้อ่อนเพลีย เบื่ออาหารและน้ำหนักลด อาการไอซึ่งพบได้บ่อยในผู้ใหญ่ไม่ค่อยพบในผู้ป่วยเด็กแม้จะเป็นวัณโรคปอดก็ตาม

 

อาการของวัณโรคแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มตามอวัยวะที่เกิดโรค

  1. วัณโรคปอดมีอาการเป็นๆหายๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เหงื่อออกกลางคืน ไข้กลางคืน ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอกและเหนื่อยหอบ อย่างไรก็ตามวัณโรคปอดในเด็กมักไม่มีอาการไอหรือไอเป็นเลือด
  2. วัณโรคนอกปอด ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่เชื้อวัณโรคไปก่อโรค เช่น ผู้ป่วยวัณโรคต่อมน้ำเหลืองจะมีก้อนที่คอโต ผู้ป่วยวัณโรคสมองจะมีอาการซึมและไม่รู้สึกตัว

การวินิจฉัยวัณโรคในเด็กทำได้ยากกว่าผู้ใหญ่ต้องอาศัยประวัติการสัมผัสกับผู้ป่วย อาการของผู้ป่วย ภาพถ่ายรังสีปอด การทดสอบทูเบอร์คุลินและการตรวจพบเชื้อวัณโรค

 

การดูแลรักษา
วัณโรคเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ถ้ารักษาทันเวลามากไม่ค่อยมีปัญหาหรือความพิการหลงเหลืออยู่การรักษาที่สำคัญคือ

advertise
  1. การรักษาไม่จำเพาะเช่นกันอยู่ในสถานที่ซึ่งมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดสูบบุหรี่และดื่มสุรา เวลาไอจามควรมีผ้าปิดจมูกปิดตา คายเสมหะลงในภาชนะที่เตรียมไว้
  2. การรักษาจำเพาะคือการให้ยาต้านวัณโรคหลายขนานร่วมกันแล้วต้องรักษาต่อเนื่องนาน 6-12 เดือน แล้วแต่อวัยวะที่เป็นโรค ในช่วง 2 เดือนแรกจะใช้ยาชนิดจากน้ำลดลงหรือ 2 ชนิด เหตุที่ต้องกินยาเป็นเวลานานเนื่องจากร่างกายของผู้ป่วยมีเชื้อวัณโรคจำนวนมาก เชื้อบางตัวอาจจะตายตั้งแต่เริ่มกินยา เกิดการทำลายเชื้อทั้งหมดหรือผู้ป่วยหายขาดต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน ภายหลังจากกินยาไป 1 ถึง 2 เดือนอาการของผู้ป่วยจะดีขึ้น ห้ามหยุดยาเพราะยังมีเชื้อวัณโรคที่ยังไม่ตายซึ่งพร้อมที่จะโตขึ้นมาใหม่ได้ทันที ทำให้ต้องเริ่มการรักษาใหม่และมีโอกาสหายขาดได้ลดลงเกิดเชื้อดื้อยา ทำให้ต้องใช้เวลาในการรักษาเพิ่มขึ้นและที่สำคัญคือจะมีการแพร่เชื้อไปยังคนรอบข้างได้

 

การป้องกัน
การป้องกันเป็นสิ่งสำคัญเพราะวัณโรคเป็นโรคที่ติดต่อไปยังผู้อื่น รายละเอียดดังนี้

  1. การค้นหาคนที่เป็นวัณโรค เช่น ก่อนเข้าทำงานหรือระหว่างทำงานมีการตรวจร่างกายแล้วถ่ายภาพรังสีปอด คนที่เป็นวัณโรคควรให้หยุดเรียนหรือหยุดทำงานนานและให้การรักษา ควรปิดปากปิดจมูกเวลาไอจาม ระมัดระวังการมีกิจวัตรประจำวัน เช่น รับประทานอาหาร แต่การใช้ห้องน้ำร่วมกับผู้อื่นทำได้ตามปกติ หลังการรักษาด้วยยาต้านวัณโรคประมาณ 2-3 สัปดาห์เชื้อวัณโรคจะไม่สามารถแพร่ไปยังผู้อื่น
  2. การแนะนำสุขอนามัยส่วนบุคคล วัณโรคมักพบอยู่ในผู้ที่อยู่ด้วยกันอย่างแออัด จึงได้แนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุราและยาเสพติด อยู่ในสถานที่ที่ซึ่งมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก พักผ่อนและออกกำลังกายให้เพียงพอ
  3. การค้นหาผู้ติดเชื้อวัณโรคในระยะแรกหรือผู้สัมผัสกับผู้ป่วยวัณโรคที่กำลังแพร่เชื้อ คนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือเป็นวัณโรคมักเป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกันกับผู้ป่วยวัณโรค ระยะติดต่อควรได้รับยาป้องกันเพื่อไม่ให้ติดเชื้อหรือกลายเป็นโรค
  4. การฉีดวัคซีนBCG เป็นวัคซีนพื้นฐานที่ได้รับการบรรจุในแผนสร้างภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ แนะนำให้ใช้ทาในทารกแรกเกิดทุกคน โดยฉีดเข้าในชั้นผิวหนังครั้งเดียว ประสิทธิภาพของวัคซีน BCG ในการป้องกันวัณโรคปอดในเด็กอยู่ระหว่างร้อยละ 80 แต่วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันวัณโรคชนิดแพร่กระจายและวัณโรคเยื่อหุ้มสมองและไม่สามารถป้องกันวัณโรคในผู้ใหญ่ได้

 

หลังฉีดวัคซีน BCG 2-3 สัปดาห์ จะเกิดเป็นตุ่มแดง ต่อมากลายเป็นหนองซึ่งมักแตกแห้งได้เอง บางครั้งอาจกลายเป็นหนองแล้วแตกซ้ำได้หลายครั้งและกลายเป็นรอยแผลได้ในที่สุด วัคซีนบีซีจีห้ามใช้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ ผู้ที่มีประวัติแพรวัคซีนและไม่ควรให้วัคซีนในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคเฉียบพลันหรือโรคที่มีอาการรุนแรง การให้วัคซีนซ้ำอีกครั้งอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาเฉพาะที่ซึ่งรุนแรงได้ เด็กที่ได้รับวัคซีน BCG แล้วตั้งแต่แรกเกิดจะตรวจไม่พบรอยแผลเป็นก็ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนซ้ำ เนื่องจากการฉีดวัคซีนเร็วเกินไปอาจทำให้ไม่ปรากฏรอยแผลเป็นได้แต่ร่างกายมีการสร้างภูมิคุ้มกันแล้ว

 

อ่านบทความสาระน่ารู้ ที่นี่

อ้างอิง : สุชีรา ฉัตรเพริดพราย และคณะ.โรคติดเชื้อ ภัยร้ายใกล้ลูกรัก (110-113).กรุงเทพ.ธนาเพรส.2550.