สาระน่ารู้ » มารู้จักกับ อาการของโรคบาดทะยักในเด็กกันดีกว่า

มารู้จักกับ อาการของโรคบาดทะยักในเด็กกันดีกว่า

26 มีนาคม 2017
39   0

 

ความสำคัญของโรค

โรคบาดทะยักเกิดตามหลังบาดแผลลึกที่มีการปนเปื้อนเชื้อที่อยู่ในดิน ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการชักเกร็งและอาจเสียชีวิตได้ เด็กทารกอาจติดเชื้อบาดทะยักจากการตัดสายสะดือที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ โรคนี้มักมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตโดยเฉพาะในเด็กทารก โรคบาดทะยักพบได้บ่อยในประเทศเขตร้อนสามารถเกิดได้กับคนทุกอายุรวมทั้งในทารกแรกเกิด หากหญิงตั้งครรภ์ไม่ได้รับวัคซีนบาดทะยักอย่างเหมาะสมและเด็กทารกไม่ได้รับการดูแลสายสะดือให้ดี การใช้วัคซีนบาดทะยักในผู้ใหญ่และวัคซีนรวมคอตีบบาดทะยักไอกรนในเด็ก จำนวนผู้ป่วยบาดทะยักโดยเฉพาะเด็กในเด็กทารกได้ลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตามยังพบผู้สูงอายุที่ป่วยในโรคบาดทะยักซึ่งเกิดจากภูมิคุ้มกันคงอยู่ไม่นานเพียงพอกับการป้องกันโรค

 

อาการของผู้ป่วย
เชื้อบาดทะยักจะสร้างสารพิษที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทและทำให้เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง อาการของผู้ป่วยบาดทะยักจะเริ่มในวันที่ 5-12 หลังจากได้รับเชื้อซึ่งเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลที่สกปรก ผู้ป่วยมักจะไม่มีไข้อาการของโรคจะมีลักษณะเฉพาะคือเริ่มด้วยอาการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณคอและหลังลุกลามไปกล้ามเนื้ออื่นๆภายใน 24-48 ชั่วโมง มีอาการเกร็งที่ขากรรไกร ทำให้ขากรรไกรแข็ง อ้าปากกว้างไม่ได้ ในที่สุดกล้ามเนื้อทุกส่วนจะเกร็งไปหมด โดยจะเกร็งครั้งละ 5-10 วินาที ลำตัวจะแข็ง หลังแอ่น แขนขาเหยียดออก ใบหน้าจะมีลักษณะแตกต่างริมฝีปากเม้มแน่น มุมปากถูกดึงลง นิ้วกระดกขึ้น อาการเกร็งจะสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการสัมผัสกับแสงหรือเสียง ผู้ป่วยจะมีระดับความรู้สึกตัวเป็นปกติ

 

ในระยะเริ่มแรกของโรค อาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อจะเกิดขึ้นไม่บ่อยเมื่อโลกดำเนินต่อไป อาการเกร็งจะดีขึ้นและนานขึ้นและมีอาการเจ็บปวดด้วยในระยะนี้ จะมีอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อการหายใจและกล่องเสียง ทำให้หายใจไม่ได้ กล้ามเนื้อหูรูดที่มีอาการเกร็งจะทำให้เกิดการคั่งของอุจจาระ อาการเหล่านี้มักจะตามมาด้วยอาการขาดออกซิเจน ภาวะหายใจล้มเหลวและความดันโลหิตต่ำลง ในระยะท้ายของโรคภาวะแทรกซ้อนที่พบได้แก่ภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก ภาวะขาดน้ำและอาหารภาวะหดเกร็งของกล่องเสียง ซึ่งทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

 

การวินิจฉัยโรคอาศัยประวัติการมีบาดแผลที่สกปรกหรือการตัดสายสะดืออย่างไม่เหมาะสม มีประวัติไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักหรือได้รับไม่ครบ

 

การดูแลรักษา
เมื่อผู้ป่วยมีอาการเกร็งจะอ้าปากไม่ขึ้นด้วยความรู้สึกตัวปกติ ต้องรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันทีเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและให้การรักษา เพราะอาการอาจรุนแรงจนทำให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลวภาวะขาดออกซิเจนแล้วทำให้เสียชีวิตได้ ควรหลีกเลี่ยงการกระตุ้นผู้ป่วยโดยไม่จำเป็นเพราะจะทำให้เกิดอาการกรนได้ ถ้าผู้ป่วยมีอาการเกร็งควรจับตัวตะแคงเพื่อป้องกันการสำลักลงปอดแล้วให้รีบนำส่งโรงพยาบาลไม่ควรเอาวัตถุใดๆใส่ในปากเพื่อป้องกันการกัดลิ้น

advertise

 

แพทย์จะรับผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลการรักษาโรคบาดทะยัก ที่สำคัญเป็นอันดับแรกคือการควบคุมอาการชักเกร็งด้วยยากันชัก ก็จะให้แอนติท็อกซินเพื่อทำลายอาการเกร็งที่ยังเหลืออยู่ในกระแสเลือด แต่ไม่สามารถทำลายเชื้อที่เกาะติดกับเซลล์ประสาทแล้วได้ เมื่อท็อกซินสลายตัวไปอาการจะหายไปได้เอง ยาต้านจุลชีพในกลุ่มเพนนิซิลินจะมีส่วนช่วยในการกำจัดเชื้อก่อโรค

 

การกำจัดสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ป่วย ให้มีความสงบเงียบมีแสงสว่างเล็กน้อยพอที่จะเฝ้าดูอาการได้ จะเป็นการหลีกเลี่ยงการกระตุ้นผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น การรักษาประคับประคองอื่นๆได้แก่การดูดเสมหะ ทำแผล ถ้ามีเนื้อเยื่อปลายต้องตัดออกให้สารน้ำอาหารและเกลือแร่ให้เพียงพอ ระวังการสำลักป้องกันการรักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ อาการชักเกร็งและหายใจจะดีขึ้น เข็มที่ 2 จะห่างจากเข็มแรก 4-6 สัปดาห์ และเข็มที่ 3 ในอีก 6-12 เดือนต่อมา

 

การป้องกัน
เมื่อเกิดบาดแผลจะต้องทำความสะอาดด้วยการล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือและใส่ยาล้างแผล แพทย์จะพิจารณาให้วัคซีนบาดทะยักโดยดูจากลักษณะของบาดแผล บาดแผลขนาดใหญ่ลึกมีเนื้อตายมากสกปรกหรือเป็นแผลมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคบาดทะยัก รวมทั้งประวัติการได้รับวัคซีนบาดทะยักในอดีต ผู้ที่มีบาดแผลขนาดเล็กตื้นและสะอาดไม่จำเป็นต้องได้รับวัคซีนนอกจากไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนเลย อย่างไรก็ตามผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมานานกว่า 10 ปี ควรได้รับวัคซีนเพื่อสร้างหรือกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

 

การมีบาดแผลที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคบาดทะยักถ้าเคยได้รับวัคซีนบาดทะยักมาอย่างน้อย 3 ครั้งในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปีไม่ต้องให้วัคซีนเพิ่ม หากเกินกว่า 5 ปีควรได้รับวัคซีนกระตุ้น 1 ครั้ง ในกรณีที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบควรให้วัคซีนและอิมมูโนโกลบูลินเพื่อป้องกันโรคบาดทะยักโดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อพร้อมกับทำความสะอาดบาดแผลที่เหมาะสม

 

การป้องกันโรคบาดทะยักทำได้โดยการให้วัคซีนบาดทะยัก ตามแผนการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันโรคของประเทศ กำหนดให้ใช้วัคซีนรวม คอตีบ บาดทะยัก ไอกรนสำหรับเด็กอายุ 2 – 4 – 6 -เดือน 1 ปีครึ่ง และ 4-6 ปี หลังจากนั้นให้วัคซีนรวมคอตีบบาดทะยักทุกๆ 10 ปี แนะนำให้ใช้วัคซีนบาดทะยักหรือวัคซีนรวมคอตีบบาดทะยักในหญิงมีครรภ์และผู้ที่มีบาดแผลจำนวน 3 ครั้ง สำหรับผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนครบ 3 ครั้งมาก่อน การให้วัคซีนบาดทะยักในหญิงสามารถใช้ร่วมกันโรคบาดทะยักในทารกแรกเกิดได้

 

อ่านบทความสาระน่ารู้ ที่นี่

อ้างอิง : สุชีรา ฉัตรเพริดพราย และคณะ.โรคติดเชื้อ ภัยร้ายใกล้ลูกรัก (120-123).กรุงเทพ.ธนาเพรส.2550.