สาระน่ารู้ » วิธีลดความเครียดของคุณแม่ในช่วงเวลาคลอด

วิธีลดความเครียดของคุณแม่ในช่วงเวลาคลอด

29 มีนาคม 2017
31   0

 

 

สมัยโบราณเวลาพูดถึงการคลอดเราก็นึกถึงภาพผู้หญิงโหนผ้ามีหมอตำแยคอยกดท้อง หากอยู่ในโรงพยาบาลก็ขึ้นขาหยั่ง ส่งเสียงร้องโอดโอย แต่ปัจจุบันการคลอดมีหลายวิธีให้เลือกตั้งแต่คลอดแบบธรรมชาติโดยไม่ใช้ยาระงับปวด ใช้วิธีนวดผ่อนคลายการบล็อกไขสันหลัง การผ่าตัดหรือถ้าคลอดก็มีตั้งแต่เลือกนั่งยองๆ ขึ้นขาหยั่ง คลอดในน้ำ จะให้สามีหรือญาติเข้ามาอยู่ในห้องคลอดด้วยหรือไม่ก็ได้ คลอดแล้วจะให้ลูกอยู่กับแม่ตลอดเวลาหรือแยกไปอยู่ห้องเด็กอ่อนล้วนทำได้ทั้งสิ้น

 

การคลอด ท่าคลอด การอยู่ร่วมหรือแยกไม่มีกฎตายตัว แม่แต่ละคนเหมาะกับวิธีที่แตกต่างกันไป แต่ที่สำคัญการคลอดนั้นต้องเป็นไปบนพื้นฐานของความปลอดภัยทั้งแม่และลูกเพราะฉะนั้นแม้พ่อกับแม่ตกลงเลือกคลอดในน้ำ แต่ถึงเวลาคลอดจริงถ้าร่างกายของแม่ไม่เหมาะสมแรงเบ่งน้อยหรือลูกอยู่ในท่าที่อาจเกิดอันตรายหัวใจเด็กเต้นผิดปกติ การปรับแผนการคลอดจึงขึ้นอยู่กับวินิจฉัยของแพทย์เช่นกัน

 

ความตึงเครียดขณะคลอด

การคลอดมาคู่กับความเจ็บปวด ความจริงข้อนี้อาจทำให้แม่บางคนรู้สึกเครียดตั้งแต่ก่อนคลอด และแม่ที่ต้องการคลอดธรรมชาติก็จะเตรียมพร้อมรับความเจ็บปวดโดยไม่ใช้ยาระงับปวด ทางการแพทย์เองก็พยายามคิดค้นวิธีลดความเครียดของแม่ส่วนใหญ่ เช่น การหายใจ การเบ่งคลอดที่ถูกจังหวะ มีเหมือนกันที่บางคนเลือกแล้วว่าจะไม่ใช้ยาระงับปวด แต่เมื่อถึงเวลาอาจทนความเจ็บปวดไม่ไหวต้องขอให้หมอช่วยเร่งคลอดหรือผ่าตัดเพื่อให้ลูกออกมาดูโลกเร็วที่สุด ไม่ว่าแม่จะเจ็บปวดอย่างไรแต่เมื่อได้ยินเสียงร้องของลูกแม่ทุกคนมักลืมความเจ็บปวดทันที แต่แม่บางคนก็หลับไปด้วยความเหนื่อยล้า การคลอดที่ไม่เป็นไปอย่างที่หวังอาจทำให้คุณรู้สึกแย่ รู้สึกผิด แม่ที่ต้องการคลอดแบบธรรมชาติหวังจะให้นมลูกทันทีแต่เมื่อต้องเปลี่ยนมาใช้ยาทำให้เธอเสียโอกาสนั้น ในความเป็นจริงจำได้สัมผัสลูกหรือให้นมลูกไม่ว่าช้าหรือเร็วไม่ได้ส่งผลต่อความสัมพันธ์ของแม่ที่ใส่ใจอยากสัมผัสเขาตั้งแต่วินาทีแรกจะไม่มีปัญหานี้แน่นอน ความรักความผูกพันของแม่และลูกจะแน่นแฟ้นหรือไม่ควรต้องใช้เวลา อาจเป็นเดือนเป็นปีคงไม่ใช่เพียงแค่ชั่วโมงนี้หรือนาทีนี้แน่นอน

advertise

 

กุมารแพทย์ของลูก

เมื่อคิดเรื่องวิธีคลอดแล้ว ต้องคิดต่อด้วยว่าจะให้หมอคนไหนดูแลลูก หลังจากนั้นแล้วจะเลือกอย่างไร แม่บางคนอาจเลือกหมอที่ตัวเองคุ้นเคยมีความเป็นกันเอง บางคนชอบหมอที่ให้ข้อมูลละเอียดเต็มที่ บางคนชอบหมอที่มีอายุเพราะดูแก่ประสบการณ์ดี แต่บางคนขอเลือกหมอรุ่นใหม่ๆเพราะเชื่อว่าพวกเขาจะมีความรู้วิทยาการสมัยใหม่มากกว่า หากต้องแนะนำว่าควรเลือกหมอคนไหนคำตอบ คือ ลองถามคนที่มีประสบการณ์ดู ไม่ว่าพ่อแม่ที่เคยมีลูกหรือสูตินรีแพทย์ที่สนิทแล้ว ลองนัดหมอเพื่อทำความรู้จักในวันที่นัดหมายขอให้สังเกตตั้งแต่บรรยากาศของโรงพยาบาลหรือคลินิกนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร สะอาด ปลอดภัย การบริการเป็นอย่างไร เจ้าหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสหรือไม่มีมุมเด็กสำหรับลูกหรือเปล่า และเมื่อได้พูดคุยกับกุมารแพทย์แล้วลองถามคำถามทั่วไปก่อน เช่น

  • หมอคิดอย่างไรกับการให้นมแม่
  • จะให้นมลูกตั้งแต่อยู่ในท้องห้องคลอดได้ไหม
  • แม่ลูกควรอยู่ห้องเดียวกันหรือเปล่า
  • การให้วัคซีนใครเป็นคนฉีด
  • ถ้าลูกป่วยในยามฉุกเฉินซึ่งอาจเป็นเวลานอกทำงานของหมอจะต้องทำอย่างไร
  • หากมีปัญหาจะโทรศัพท์สอบถามได้ไหมเวลาไหน

ทั้งหมดนี้ให้สังเกตท่าทีของหมอระหว่างคุยว่าเป็นอย่างไร สบายใจหรืออึดอัดใจหมอให้ความสนใจแค่ไหน หรือแค่ตอบให้จบจบไป ถ้าหากท่าทีที่ได้รับไม่ค่อยน่าพึงพอใจนั่นหมายถึงคุณควรหาหมอคนอื่นต่อไป

 

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีไหม

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ดีทั้งกับแม่และลูก แต่แม่บางคนอาจมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะด้วยเรื่องสุขภาพหรือกายภาพ เพราะฉะนั้นการขอคำปรึกษาจากกุมารแพทย์จะดีที่สุด หากยังตัดสินใจไม่ได้ลองเข้าอบรมสัมมนาเรื่องนมแม่ที่จะจัดขึ้นตามโรงพยาบาล อาจทำให้ตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้นเพราะการตัดสินใจตั้งแต่ต้น เช่น การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อาจต้องมีการเตรียมตัวและเตรียมความพร้อมเพื่อลดปัญหาที่จะตามมา

 

อ่านบทความสาระน่ารู้ ที่นี่

อ้างอิง : ดร.สป๊อก-นายแพทย์เบนจามิน สป๊อก (เขียน).แพทย์หญิงสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ (แปล).คำภีร์เลี้ยงลูก (15-17).กรุงเทพ.อมรินทร์สุขภาพ.2552.