ท่องเที่ยว ภาคเหนือ » วนอุทธยานแก้วโกมล จ.แม่ฮ่องสอน

วนอุทธยานแก้วโกมล จ.แม่ฮ่องสอน

2 สิงหาคม 2017
31   0

 

จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังมี unseen ที่น่ามหัศจรรย์อีก 1 แห่ง คือ ถ้ำแก้วโกมล โดยในถ้ำประกอบไปด้วยผลึกแคลไซด์ ลักษณะเหมือนแก้วใสๆ กระจายอยู่ทั่วบริเวณผนังและเพดานถ้ำ ซึ่งลักษณะเช่นนี้สามารถได้เพียง 3 แห่งในโลกเท่านั้น คือ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศจีน และประเทศไทย ที่อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

 

เราเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงเทพฯ สู่จังหวัดเชียงใหม่ และมาเช่ารถที่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนออกเดินทางรอบนี้ต้องพกแผนที่ประเทศไทย พร้อมอาศัย แนวิเกเตอร์ในโทรศัพท์สมาร์ทโฟน เพราะเป็นเส้นทางที่ยังไม่เคยได้ลอง เราออกเดินทางโดยใช้เส้นทาง เชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน จากนั้นเข้าสู่เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 เส้นแม่ฮ่องสอน – แม่สะเรียง ซึ่งเป็นเส้นที่เพื่อนๆขู่ว่า ทางไม่ค่อยดีต้องระวัง พอเอาเข้าจริงก็พอไหวนะแต่ถนนออกจะแคบมี 2 เลน ขับต้องระวังมากๆ และก็คดเคี้ยวตลอดทาง ใช้เวลานานพอควรก็จะถึง อำเภอแม่ลาน้อย ให้ดูทางซ้ายมือเลี้ยงไปทางบ้านห้วยมะไฟ อีกไม่เท่าไหร่ก็จะเจอถนนลูกรัง ถนนจะเป็นสันเขา เสียวเอาการ ชันด้วย ก็เป็นอันถึง

 

หลังจากเหนื่อยพอควรก็พักดื่มน้ำเสร็จสรรพ ที่นี่ก็เดินหาเจ้าหน้าที่เช็ครายละเอียด ที่นี่ไม่มีบ้านพักให้ จะมีก็แต่ลานกางเต้นท์แต่ให้เอาเต้นท์ไปเองแล้วก็ติดต่อเจ้าหน้าที่ว่าจะมากางเต้นท์ ที่นี้ก็แจ้งความประสงค์เจ้าหน้าที่ว่าจะเข้าชมถ้ำแก้วฯ ก็ต้องรออีก 2 กลุ่ม กลุ่มนึงเข้าไปยังไม่ออกมา อีกกลุ่มมารออยู่แล้ว รวมเบ็ดเสร็จประมาณไม่เกิน ครึ่งชั่วโมง เราก็เลยขอจองคิว ค่าธรรมเนียมการเข้า คนละ 20 บาท แต่ถ้ามีเด็กก็อีก 10 บาท แต่ค่ารถที่จะนำไปส่งถึงถ้ำอันนี้ต้องจ่ายต่างหาก ก็พอดีแหละหายเหนื่อย ระหว่างนั้นก็คุยกะเจ้าหน้าที่ไปเรื่องประวัติความเป็นมาของถ้ำ

advertise

 

เจ้าหน้าที่ก็พาเดินไปดูที่ปากถ้ำเพื่อให้เรารู้ที่มาของชื่อก่อน บนขอนไม้ติดกับก้อนกินใหญ่ ได้มีการแกะสลักไว้ว่า “ถ้ำแก้วโกมล เดิมชื่อ ถ้ำผลึกแคลไซด์ แม่ลาน้อย วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2544 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานนามใหม่ว่า แก้วโกมล” ส่วนถ้ำนี้เจ้าหน้าที่ว่าขุดพบโดยบังเอิญโดยวิศวกร เหมืองแร่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเอง ภายในถ้ามีทั้งหมด 5 ห้อง และชื่อแต่ละห้องก็เป็นชื่อพระราชทานอีกด้วย

 

ถึงเวลาเราไปชมถ้ำแล้ว ก่อนเข้าถ้ำจะมีเจ้าหน้าที่พาชม โดยรอบละไม่เกิน 20 คน และไม่เกิน 20 นาที โดยเจ้าหน้าห้ามเอากระเป๋า ห้ามสวมหมวก เข้าไปและรวมถึงเน้นว่า ห้ามนักท่องเที่ยวสัมผัสกับผลึกแคลไซด์โดยเด็ดขาดเพราะเหงื่อของเราจะไปทำปฏิกิริยากับแร่ธาตุทำให้ผลึกกลายเป็นสีดำและไม่สามารถเจริญเติบโตได้อีกต่อไป ก็เป็นอันถึงบางอ้อกัน

 

อากาศข้างในถ้ำค่อนข้างอับและชื้นพอควร เลยเข้าใจละว่าทำไมถึงใช้เวลาน้อยและให้เข้าได้ทีละน้อยคน ความอลังการของถ้ำผลึกแก้วทำให้เราหายเหนื่อยมากๆ ต้องใช้คำความงดงามแทนคำว่าสวยแล้ว งดงามจริงอะไรจริง ลักษณะของผลึก จะดูคล้ายปะการัง คล้ายโคมไฟที่ติดบนเพดาน เราเรียกไม่เป็นก็เลยเรียกว่า แก้วงอกแก้วย้อยไป ชื่อห้องแต่ละชื่อขอบอกว่าจำไม่ค่อยจะได้ จำได้ก็ห้องสุดท้าย “ห้องเพริศแพร้วมณีบุปผา” ห้องนี้สวยมากๆ ใครได้ดูการ์ตูนเรื่อง โฟรเซ่น ผลึกห้องนี้เป็นแบบนั้นเลย แถมเจ้าหน้าที่ยังบอกด้วยว่าห้องนี้ผลึกจะงอกมาใหม่ขึ้นเรื่อยๆเลยทำให้ดูเป็นห้องที่มีผลึกแก้วสมบูรณ์ที่สุด

 

ข้อแนะนำ : หากนักท่องเที่ยวท่านใดมีโรคประจำตัวให้แจ้งเจ้าหน้าที่ไว้ก่อน เพราะอากาศน้อย ทางเจ้าหน้าที่จะได้เตรียมความปลอดภัยพร้อมทั้งการปฐมพยาบาลไว้ได้ทัน

 

 

อ่านบทความท่องเที่ยวภาคเหนือ ที่นี่

ที่มาภาพ : www.gotravelstation.igetweb.com , http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=travelsomewhere&month=12-2009&date=16&group=38&gblog=11